"การวางแผนทางการเงินถือเป็นหนึ่งในแผนของชีวิต ถ้าวางผิดแล้ว อายุมากขึ้นจะกลับตัวไม่ทัน และส่งผลกระทบกับครอบครัวคือสามีภรรยาและลูกๆ ด้วย เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีที่ปรึกษาซึ่งถือว่าเป็นพาร์ทเนอร์สำคัญที่จะร่วมทางกันไปตลอดชีวิต"
Lifestyle Wealth Partner
วิทูร เลิศพนมวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอเอฟซีจี จำกัด (IFCG) กล่าวถึงกิจการ IFCG ว่าบริษัทได้ก่อตั้งมาครบ 8 ปีแล้ว โดยเริ่มเปิดดำเนินกิจการเมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2552 ใช้ชื่อว่า Independent Financial Consulting Group หรือ IFCG เป็นบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินอิสระแห่งแรกของไทย ซึ่งก่อตั้งในวันประกาศอิสรภาพ เสมือนเป็นการประกาศอิสรภาพด้านการวางแผนทางการเงินให้กับคนไทย

เขากล่าวถึงจุดเริ่มต้นที่เป็นแรงบันดาลใจให้สนใจธุรกิจที่ปรึกษาทางการเงินว่าได้ไอเดียเรื่องนี้มาจากการไปดูงานที่สหรัฐอเมริกา พบว่าการให้คำปรึกษาทางการเงินเป็นเรื่องที่แพร่หลายมาก และชาวสหรัฐฯรวมทั้งยุโรปนิยมมาก

“คนที่อยู่ในวิชาชีพต่างๆนั้น ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ นักธุรกิจ พวกเขาไม่ได้วางแผนการเงินด้วยตัวเอง แต่มีคนดูแลให้ และเป็นธุรกิจที่น่าสนใจมาก เพราะการบริหารเงินให้คน วางแผนการเงินให้คน เพิ่มพูนผลตอบแทนให้คน น่าจะเป็นประโยชน์ต่อคน เพราะทุกคนต้องทำงานหาเงิน เก็บเงิน เก็บให้ลูก เก็บเงินไว้ใช้ยามเกษียณ เก็บเงินลงทุนสร้างบ้านใหม่ ต่อยอดธุรกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก และผมเชื่อว่าจะสามารถทำเงินและประโยชน์ไปในเวลาเดียวกันได้”

เมื่อวิทูรกลับมาเมืองไทย เขาได้หาพาร์ทเนอร์เพื่อเปิดบริษัททำธุรกิจขึ้น ปีแรกใช้พื้นที่สำนักงานแค่ครึ่งชั้น จากนั้นก็ขยายต่อมาเรื่อยๆ จนตอนนี้มีถึง 4 ชั้น มีพื้นที่ 1,200 กว่า ตรม. จากพนักงานตอนนั้นมี 3 คน วันนี้มีพาร์ทเนอร์หลัก 5-6 คน พาร์ทเนอร์ย่อยๆอีก 10 คน และมี Wealth Advisor กว่า 250 คน ทุกคนจะถือใบอนุญาตอย่างน้อย 2 ใบ คือ Investment Consultant License (IC) และ Insurance License และในอนาคตจะยกระดับเป็น IP หรือ Investment Planner ทั้งหมด และยังมีเป้าหมายในการเป็น CFP ด้วย นี่คือเป้าหมายของการทำงาน

วิทูรกล่าวถึงแนวคิดในการวางตำแหน่งหรือ การทำ Positioning ของ IFCG ว่า กำหนดให้เป็น Lifestyle Wealth Partner ให้กับลูกค้า “ผมไม่ได้มองแค่การบริหาร Wealth ให้ลูกค้า เพราะไลฟ์สไตล์ของคนมีเรื่องการใช้ชีวิต การกินเที่ยว การอยู่กับครอบครัว เรื่องศาสนา ความสุขที่อยากได้ แต่ทุกอย่างที่กล่าวมานี้มีเรื่องของเงินมาเกี่ยวข้อง ทำอย่างไรที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อพอร์ตการเงินของลูกค้า ทำอย่างไรที่ลูกค้าจะมีอิสระในการวางแผนและกล้าคิดกล้าทำ ไปให้ถึงเป้าหมายที่ต้องการได้อย่างแท้จริงในไลฟ์สไตล์ที่เขาต้องการ นี่คือโจทย์ที่ท้าทายของ IFCG”

จุดแข็ง IFCG
วิทูรกล่าวถึงจุดแข็งของ IFCG ข้อแรกคือ (1) การที่ IFCG เป็นบริษัทที่ปรึกษาการเงินอิสระที่ไม่ขึ้นกับค่ายการเงินใด เป็นข้อดีสำหรับลูกค้า หากต้องการซื้อกองทุน สามารถซื้อได้จากทุก บลจ. มีข้อมูล TOP 3 หรือ TOP 5 ให้ลูกค้าเลือกได้อย่างอิสระ อันไหนเหมาะกับลูกค้า หรือสถานการณ์ตอนนี้ควรลงทุนกองทุนไหน ไม่ว่าลูกค้าจะซื้อกองทุนใดก็ตาม ก็สามารถทำได้เพราะบริษัทฯเป็น Independent อยู่แล้ว

นอกจากนี้ IFCG ยังมี Platform การลงทุนใหม่ๆ วิทูรกล่าวว่า “บางทีบริษัทฯมีแนวคิดอยากได้สินค้าบางประเภทที่ตอบโจทย์ลูกค้า เราจะไปคุยกับ บล. หรือ บลจ. ว่าสามารถออกสินค้านี้ได้ไหม เพื่อนำมาให้ลูกค้าที่ต้องการ ซึ่งหลายๆครั้งเราก็จะมีสินค้าที่เป็นแบบ Exclusive หรือเป็นสินค้าที่แปลก ต่างออกไปจากที่มีในตลาด ออกมาให้ลูกค้า”

ครั้งหนึ่ง IFCG ร่วมมือกับ บลจ.วรรณ ออกกองทุน ONE Ultra Income Fund เป็นกองทุนแรกของไทยที่ลูกค้าซื้อหน่วยลงทุนแล้วได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6-8% ต่อปี ความเสี่ยงอยู่ที่ระดับ 5 และมีการขายหน่วยลงทุนแบบอัตโนมัติให้ผู้ถือหน่วยหรือทำ Auto Redemption มีเงินกำไรคืนให้ผู้ถือหน่วยทุกๆ 3 เดือน

(2) ในเรื่องฐานเงินทุนของบริษัท วิทูรบอกว่าเป็นข้อดีคือที่ผ่านมาบริษัทไม่เคยมีหนี้ ไม่เคยกู้ มีความพร้อมที่จะขยายธุรกิจหลายอย่าง ปัจจุบันบริษัท IFCG Wealth มีทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท ส่วนบริษัท IFCG มีทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท “การบริหารธุรกิจไม่ต้องใช้เงินมาก เพราะว่าทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของ IFCG คือคน และคนที่บริษัทสร้างขึ้นมา ใช้ระบบ IFCG Academy สอนหมอให้เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์และร่วมงานกันในระยะยาว”

วิทูรมีแผนเรื่อง Partnership หรือให้เจ้าหน้าที่ Wealth Advisor ที่ประสบความสำเร็จถึงระดับหนึ่ง สามารถที่จะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นพาร์ทเนอร์ของบริษัทได้ ซึ่งสิ่งที่ได้ทำในรอบ 8 ปีที่ผ่านมาได้ส่งผลให้เห็นอย่างชัดเจน คือจากในอดีตที่มีคนทำงานกันไม่กี่คนในช่วงก่อตั้ง จนถึงปัจจุบันสามารถสร้างคนที่มีคุณภาพขึ้นมาได้ถึง 250 คน สะท้อนว่าแนวทางที่ดำเนินงานเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ทำให้การเติบโตของ Advisor มีอย่างต่อเนื่อง

(3) จุดแข็งเรื่องเทคโนโลยีและเครือข่ายพันธมิตร IFCG มีพันธมิตรที่สำคัญคือ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด (KTBST) ซึ่งเป็นบล.ที่มีใบอนุญาตครบ 8 ใบ สามารถให้คำปรึกษาและช่องทางการลงทุน ทั้งในและต่างประเทศให้กับลูกค้า IFCG ทั้งในส่วนของลูกค้ารายบุคคลและลูกค้าคอร์ปอเรท รวมทั้งยังนำเสนอช่องทางระดมเงินลงทุนสำหรับการขยายกิจการให้ลูกค้าด้วย ไม่ว่าจะเป็นการออกหุ้นกู้ หรือตั๋วบีอี รวมถึงในอนาคตสามารถทำอันเดอไรต์ให้ลูกค้าเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ถือเป็นพาร์ทเนอร์ที่ดี

นอกจากนี้ IFCG ยังมีพาร์ทเนอร์อีกรายหนึ่งคือบริษัท Central Wealth Solution (CWS) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเซ็นทรัล โดยร่วมกันทำงานในด้านการวางแผนการเงินให้ลูกค้าของเครือเซ็นทรัล

วิทูรบอกว่า “บริษัทยังมีพาร์ทเนอร์อีกเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น บล.หรือ บลจ.ต่างๆในประเทศไทย ที่เราทำงานอยู่ด้วย และรวมไปถึงบริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์อีกหลายแห่งที่เราเป็นพาร์ทเนอร์อยู่ เดี๋ยวนี้มีบริษัทอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งที่มีการการันตีผลตอบแทนการเช่า เราก็นำสินค้าเหล่านั้นมาวางขายบน Shelf ของเราเพราะเป็นสินค้าเพื่อการลงทุนประเภทหนึ่งด้วยเช่นกัน ถือว่าเป็นการลงทุนบวกไลฟ์สไตล์”

เป้าหมาย เข้าจดทะเบียนปี 2563
ในช่วงนี้ IFCG ได้เตรียมตัวด้านต่างๆเพื่อยื่นไฟล์ลิ่งเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ วิทูรคาดว่าจะยื่นได้ภายในปี 2561 และเข้าจดทะเบียนภายในไม่เกิน 3 ปี คือปี 2563 (2020)

“ตอนนี้บริษัทได้ลงทุนเรื่องเทคโนโลยีคือกำลังทำแอพพลิเคชั่นจากที่ได้ทำ Software Program ตัวแรกๆของประเทศไทย ที่สามารถสั่งซื้อขายกองทุน ประกันภัย คือสามารถ Execute ได้ทันทีหลังจากที่เขียนแผนการเงินเสร็จ เพราะแอพฯนี้จะเชื่อมโยงเข้ากับเอเยนต์ทางการเงินต่างๆ เพื่อรับคำสั่งซื้อหรือขายได้ทันที ซึ่งถือเป็นประโยชน์สำหรับลูกค้าและ Advisor มาก ลูกค้าสามารถเห็นรายละเอียดในพอร์ตโฟลิโอทั้งหมดของตัวเองได้”

การทำแอพพลิเคชั่นในเฟสแรกจัดทำเสร็จแล้ว และคาดว่าในปีหน้าจะพัฒนาเฟส 2 และ 3 ได้สำเร็จ ซึ่งวิทูรมั่นใจว่า “นี่จะเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ดีสำหรับคนไทย ตอนนี้เริ่มมีการใช้งานบ้างแล้ว ในลักษณะที่เป็น Pilot Project ที่กำลังเชื่อมโยงกับ บลจ.เพื่อซื้อขายกองทุน ซึ่งเฟสนี้จะสำเร็จในช่วงปลายปีนี้”

เขาให้มุมมองเรื่องเทคโนโลยีว่า “เป็นพาร์ทเนอร์ของทุกคน เป็นอุปกรณ์ที่นำมาช่วยให้บริการการให้คำปรึกษาทางการเงินและการส่งคำสั่งต่างๆ เพื่อ Execute รายการต่างๆ ได้สะดวกรวดเร็วขึ้น เป็นเครื่องมือที่ทำให้เราอยู่ติดกับลูกค้า เป็น Lifestyle Wealth Partner กับลูกค้าตลอดทั้งชีวิต”

วิทูรไม่ได้มองว่า IFCG มีคู่แข่ง “ผมมองแค่ว่าทุกคนคือ Potential Partner ไม่คิดว่า IFCG ต้องแข่งกับใคร สิ่งที่ IFCG ทำนั้นเป็นประโยชน์ต่อคน มีคนให้บริการที่ปรึกษาทางการเงินยิ่งมากยิ่งดี เพราะตลาดกว้างมาก หากมีใครอยากทำอาชีพที่ปรึกษาทางการเงิน ผมจะเชียร์อย่างมาก และเราจะเปิดชั้นเรียน สอนเรื่องเหล่านี้ให้ด้วย อยากให้คนมาทำเยอะๆ เพราะ Wealth Advisor ที่มีความรู้และมีจริยธรรม ยังขาดแคลนมาก หากนักศึกษาที่จบใหม่และชอบงานในสาขาวิชาชีพนี้ ผมมองว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมาก แต่ต้องมีความรู้และเอาความรู้ที่ได้พร้อมอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ดี แบรนด์ที่ดีไปเสนอให้ลูกค้า ผมองว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อทั้งตัวลูกค้าและครอบครัวของเขา”

เขาให้มุมมองเหตุผลที่คนไทยต้องให้ความสนใจการวางแผนทางการเงิน โดยกล่าวว่า “จะวางแผนหรือไม่วางแผน ชีวิตก็ต้องดำเนินต่อไป ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นแผนธุรกิจหรือแผนชีวิต ก็ต้องมีการวางแผน และไม่ใช่มีแผน A อย่างเดียว ต้องมีแผน B หรือ C ด้วย และไม่ใช่มีแค่แผนอย่างเดียว จำเป็นต้องมีที่ปรึกษาที่ดีด้วยในการเดินไปข้างหน้า ในการว่าความต้องมีทนายความ ในการผ่าตัดต้องมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งบางทียังต้องมีแพทย์คนอื่นๆร่วมทีมด้วย ฉะนั้น การวางแผนทางการเงินถือเป็นหนึ่งในแผนของชีวิต ถ้าวางผิดแล้ว อายุมากขึ้นจะกลับตัวไม่ทัน และส่งผลกระทบกับครอบครัวคือสามีภรรยาและลูกๆ ด้วย เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีที่ปรึกษาซึ่งถือว่าเป็นพาร์ทเนอร์สำคัญที่จะร่วมทางกันไปตลอดชีวิต”

วิทูรกล่าวว่า “ตัวเลขรายได้ของ IFCG ที่คาดหมายไว้ในปี 2563 (2020) เมื่อจะยื่นเข้าตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ คือจะมีรายได้ระดับ 1,000 ล้านบาท โดยมี Trusted Advisor และ Partner ทั้งในและต่างประเทศประมาณ 1,000 คน ทั่วประเทศ รวมทั้งในต่างประเทศด้วย ซึ่งมีคนที่สนใจ IFCG เพราะเรามีการเติบโตที่ดีมาก มีแผนการขยายสาขาไปในต่างจังหวัด โดยในปีนี้จะมีการเปิดสาขาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ใช้ชื่อว่า IFCG Wealth Café โดยมีธนาคารออมสิน และธนาคารอื่นๆ สหกรณ์ฯ และบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน เอ็มเอฟซี รวมอยู่ในบริเวณเดียวกันเพื่อให้บริการทางการเงิน กำหนดเปิดให้บริการในเดือนตุลาคมปีนี้ ตามมาด้วยการเปิดสาขาที่ ขอนแก่น พัทยา และหาดใหญ่”